ที่พักดีที่สุดในสะปัน อีกหนึ่งที่พักที่ควรค่าแก่การเดินทางมาพักผ่อน

ฝนตกทุกวัน ตกไม่หยุด ตกจนน่าเบื่อ อยากออกไปเที่ยวบ้าง แต่ไม่รู้จะไปไหนดี ขึ้นเหนือไปยังจังหวัดน่าน จังหวัดที่มีภูมิประเทศที่งดงาม เต็มไปด้วยภูเขาสลับซ้อนและลำน้ำสาขาต่างๆ มากมาย จนทำให้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลากหลายแห่ง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ปลายฝนต้นหนาว รวมไปถึงช่วงฤดูหนาว ที่ จะได้สัมผัสความหนาวเย็น ชมธรรมชาติ และตื่นขึ้นมาดูทะเลหมอกในตอนเช้า ที่หมู่บ้านสะปัน ในอำเภอบ่อเกลือ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากที่สุดในขณะนี้ โดยเป็นหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาที่แสนเงียบสงบ มีลำน้ำสามสายไหลผ่าน ทุ่งนาเขียวขจี และมีภูเขาโอบล้อม ได้ฟีลชนบทแบบที่หลายๆ คนฝันถึง จึงเหมาะแก่การมาพักผ่อนเอนกาย นอนโฮมสเตย์ อารมณ์มานอนค้างบ้านญาติต่างจังหวัด ขอแนะนำ ที่พักน่าน ที่พักดีที่สุดในสะปัน

คีรี วารี ที่พักดีที่สุดในสะปัน ที่พักบรรยากาศดี โลเคชั่นทางทิศใต้ของหมู่บ้านสะปัน วิวอลัง เบื้องหน้าเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มองแล้วสบายตา สูดอากาศสดชื่นได้เต็มปอด มีร้านอาหารอร่อยที่สุดในสะปัน และคาเฟ่ สะปัน จำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มทุกชนิด นอกจากนี้ยังมีนวดสปาดีที่สุดในสะปัน

ที่พักน่าน ที่พักดีที่สุดในสะปัน เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การพักผ่อน อีกทั้งยังคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และของประดับตกแต่งจากตัวเจ้าของที่พักเองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพให้กับผู้เข้าพักและผู้เข้าพักต้องได้รับสิ่งที่สีที่สุดตลอดการพักผ่อน

ลักษณะแบบไหนควรใช้ฟิลเลอร์ใต้ตาในการแก้ปัญหา

ฟิลเลอร์ใต้ตา คือ การฉีดสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิค แอซิด ( Hyaluronic Acid ) เข้าไปในบริเวณใต้ตาที่มีปัญหา ซึ่งสารเติมเต็มประเภทนี้ ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปเมื่อมีอายุมากขึ้น หลังฉีดริ้วรอยใต้ตาจะตื้นขึ้น รอยคล้ำใต้ตาและริ้วรอยใต้ตาดูจางลง ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย เห็นผลทันที โดยไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม ไม่ต้องพักฟื้นและไม่เสี่ยงเป็นรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด ก่อนอื่นต้องทราบว่าปัญหาใต้ตา เกิดจากสาเหตุอะไร มีลักษณะแบบไหน เพื่อใช้ฟิลเลอร์ใต้ตาฉีดแก้ไขให้ตรงจุด และเห็นผลชัดเจน

  • พฤติกรรม ที่ก่อให้เกิดรอยคล้ำใต้ตา เช่น การขยี้ตา, พักผ่อนน้อย, ความเครียด
  • โรคภูมิแพ้ ทำให้เกิดขอบตาดำ เนื่องจากระบบการไหลเวียนเลือดติดขัด จนทำให้เส้นเลือดบริเวณผิวหนังใต้ตาขยายตัว
  • พันธุกรรม หรือการเจริญเติบโตของกระดูกช่วงเบ้าตาและใต้ตาไม่ดี ทำให้เกิดถุงใต้ตา ร่องใต้ตา
  • ชั้นไขมันใต้ตาเกิดการยุบตัว หรือฝ่อบางลง เนื่องจากอายุที่มากขึ้น จนเกิดเป็นเบ้าใต้ตาหรือใต้ตาลึก

ในการแก้ปัญหาใต้ตา หมอจะประเมินและแนะนำวิธีการรักษา ที่เหมาะสมกับปัญหา สภาพผิว ความต้องการของคนไข้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและเป็นธรรมชาติที่สุด การเติมฟิลเลอร์ใต้ตาถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับใต้ตา ที่ได้รับความนิยม และเป็นการแก้ปัญหาใต้ตาที่ดีมากวิธีหนึ่ง จากหลาย ๆ วิธี ทั้งจากวิธีทางการแพทย์ และวิธีการดูแลตัวเองทั่วไปตามธรรมชาติ ซึ่งหมอจะอธิบายรายละเอียดเป็นข้อ ๆ ในลำดับต่อไป

ข้อดีของการเติมฟิลเลอร์ใต้ตาที่เห็นได้ชัดคือ ช่วยให้บริเวณใต้ตาดูเต็ม เป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง โดยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่ต้องพักฟื้น คนไข้สามารถใช้ชีวิต ทำงานได้ตามปกติ และทำให้ภาพรวมใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น สดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปัญหาใต้ตาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุที่มากขึ้น รวมไปถึงโรคภูมิแพ้และกรรมพันธุ์ แต่ละสาเหตุก็จะเหมาะกับวิธีแก้ไขที่ต่างกันไป มีทั้งวิธีรักษาทั่วไป และวิธีทางการแพทย์ ได้แก่

  • ฉีดฟิลเลอร์ คือการฉีดสารเติมเต็ม HA ที่มีลักษณะเป็นเนื้อเจล เข้าไปในบริเวณใต้ตาที่มีปัญหา ช่วยให้ใต้ตาดูตื้นขึ้น ถุงใต้ตา ริ้วรอยใต้ตาดูจางลง ใต้ตากลับมาสดใส ดูเรียบเนียนขึ้นทันทีหลังฉีด เป็นวิธีที่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำ
  • ฉีดเมโสใต้ตา เป็นการรักษาใต้ตาด้วยการฉีดสารสกัดจากธรรมชาติ ปัจจุบันเมโสมีหลายยี่ห้อ เช่น Filorga, ไซโตแคร์ การฉีดเมโสช่วยลดใต้ตาคล้ำให้จางลง มีจุดเด่นในการบำรุงผิวมากกว่าแก้ปัญหาริ้วรอยหรือร่องลึกใต้ตา ดังนั้นจำเป็นต้องฉีดอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถเห็นผลได้ทันที
  • การฉีดไขมัน การฉีดไขมันใต้ตา สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ได้ เพราะใช้ไขมันของตัวเอง แต่มีขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างยุ่งยาก มีแผลในตำแหน่งที่มีการดูดไขมันมาเพื่อฉีด และอาจทำให้เกิดปัญหาผิวไม่เรียบเสมอกันได้
  • การผ่าตัดใต้ตา เป็นการตัดถุงใต้ตาเพื่อเอาไขมันส่วนเกินออก ทำให้บริเวณใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้น ถุงใต้ตาลดลง แต่วิธีนี้จะมีความเสี่ยงในเรื่องการบวมช้ำ อักเสบหรือติดเชื้อ และต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนาน
  • คลื่นวิทยุและคลื่นเสียง เช่นเครื่อง Thermage และ เครื่อง Hifu Ultrafomer III เป็นการยกกระชับผิว ที่เหมาะกับคนกลัวเข็มและมีริ้วรอยไม่ลึก ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา ถุงใต้ตา ผิวหย่อนคล้อยได้ ยิ่งทำยิ่งเห็นผลดี ชัดเจนมากขึ้น
  • เลเซอร์ใต้ตา จะเป็นการยิงเลเซอร์เพื่อทำลายเม็ดสีใต้ตา ให้กลับมาสว่างขึ้น แต่มีข้อเสียคือ อาจมีการเจ็บปวดระหว่างทำ หรือเกิดแผลติดเชื้อได้ และไม่สามารถแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำจากสาเหตุกระดูกใต้ตายุบตัวได้
  • ครีมบำรุงใต้ตา การทาครีมบำรุงคือตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะเป็นวิธีที่สะดวกสามารถหาซื้อได้ง่าย แต่ข้อเสียคือต้องใช้ระยะเวลานานไม่เห็นผลทันทีและอาจไม่ได้ผลที่ชัดเจน

ในการแก้ไขปัญหาริ้วรอยใต้ตา ใต้ตาคล้ำ ร่องลึกใต้ตา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะเป็นวิธีที่หมอแนะนำมากที่สุด เพราะเห็นผลไวกว่าเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น หลังฉีดเห็นผลทันที ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นและมีความเสี่ยงน้อยกว่าการฉีดไขมันใต้ตา หรือการผ่าตัด

จำนองที่ดิน ทางออกที่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน

จำนองที่ดิน ทางออกที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนอง เป็นหลักประกันหนี้อีกประการหนึ่ง จำนองคือการใครคนหนึ่งเรียกว่า ผู้จำนองเอาอสังหาริมทรัพย์ อันได้แก่ ที่ดิน บ้านเรือนเป็นต้น ไปตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจำนองหรือนัยหนึ่งผู้จำนองเอาทรัพย์สินไปทำหนังสือจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์ที่จำนองให้เจ้าหนี้ผู้จำนองอาจเป็นตัวลูกหนี้เอง หรือจะเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ เช่น นายดำ กู้เงินนายแดง 100,000 บาท เอาที่ดินของตนเองจำนองหรือนายเหลืองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเอาที่ดินจำนองจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินเป็นประกันหนี้นายดำ ก็ทำได้เช่นเดียวกันเมื่อจำนองแล้วถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เจ้าหนี้ก็มีอำนาจยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ได้และมีสิทธิพิเศษได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ธรรมดาทั่วไป

กู้เงินแล้วมอบโฉนด หรือ น.ส. 3 ให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้มิใช่จำนองเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิพิเศษเป็นเพียงเจ้าหนี้ธรรมดา แต่มีสิทธิยึดโฉนดหรือ น.ส. 3 ไว้ตามข้อตกลงจนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ฉะนั้นถ้าจะทำจำนองก็ต้องจดทะเบียนให้ถูกต้อง

การจำนองที่ดิน คืออะไร
จำนองที่ดิน คือ กรณีที่เรามีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนจำนวนมาก จึงนำทรัพย์สินหรือที่ดินของตนไปจำนองกับผู้รับจำนอง เพื่อเป็นหลักประกันในการเรียกเก็บหนี้ โดยที่ผู้จำนองไม่ต้องส่งมอบที่ดินหรือทรัพย์สินดังกล่าวนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง

หลักการจำนองที่ดิน
หลักการจำนองที่ดิน “ผู้จำนอง” โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปให้ “ผู้รับจำนอง” และผู้จำนอง จะได้กรรมสิทธิ์ที่ดินคืนเมื่อชำระหนี้ แต่หากถ้าไม่ชำระหนี้ 5 ปี “ผู้รับจำนอง” สามารถยึดทรัพย์ได้ทันที

ประตูน้ำเหล็กหล่อใช้ในการปิด-เปิดการไหลในเส้นท่อ

ประตูน้ำเหล็กหล่อ หรือที่รู้จักกันในชื่อประตูน้ำเหล็กหล่อลิ้นยกเป็นวาล์วที่เปิดขึ้นโดยการยกลิ้นของประตูน้ำออกจากเส้นทางการไหลของของเหลว ลักษณะที่แตกต่างของ Gate Valve (เกทวาล์ว) คือพื้นผิวการปิดผนึกระหว่างประตูน้ำและหน้าสัมผัส (seat) ซึ่งเป็นระนาบ ดังนั้น ประตูน้ำเหล็กหล่อ จึงมักถูกใช้เมื่อต้องการการไหลของของเหลวแบบเส้นตรงและมีข้อจำกัดไม่มาก ลิ้นของประตูน้ำส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบลิ่ม แต่ก็สามารถเป็นรูปแบบขนานได้

การใช้งานทั่วไป
ประตูน้ำเหล็กหล่อ ถูกใช้เพื่อปล่อยผ่านหรือป้องกันการไหลของของเหลว และโดยทั่วไป ประตูน้ำเหล็กหล่อ จะถูกใช้สำหรับควบคุมการเปิด-ปิดมากกว่าควบคุมการไหล เนื่องจากความสามารถในการตัดการผ่านของเหลวนี้ Gate Valve (เกทวาล์ว) จึงถูกใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ในการเปิด Gate Valve (เกทวาล์ว) เส้นทางการไหลจะถูกขยายออกในลักษณะทุกทิศทุกทางตามเปอร์เซ็นต์ของการเปิด นั่นแปลว่าอัตราการไหลจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนที่ของก้านยก (stem) การเปลี่ยนแปลงการไหลส่วนใหญ่เกิดขึ้นใกล้จุดปิดด้วยความเร็วของเหลวที่ค่อนข้างแรง เป็นเหตุให้ประตูและหน้าสัมผัส (seat) สึกหรอและเกิดการรั่วไหลหากใช้เพื่อควบคุมการไหล ซึ่งการเปิดประตูเพียงบางส่วนมีแนวโน้มทำให้เกิดการสั่นจากการไหลของของเหลว ดังนั้น การทำงานของ Gate Valve (เกทวาล์ว) จึงถูกออกแบบให้เปิดหรือปิดแบบเต็มที่ เมื่อเปิดอย่างเต็มที่เส้นทางการไหลจะไม่มีอุปสรรค เป็นผลให้สูญเสียแรงเสียดทานต่ำมาก

โครงสร้างของ Valve (วาล์ว)
ประตูน้ำเหล็กหล่อ ทำงานผ่านก้านเกลียวซึ่งเชื่อมต่อหัวขับ (ใช้มือหมุนหรือใช้มอเตอร์) ติดกับประตู และตัวก้านมีทั้งแบบ rising และ non-rising ขึ้นอยู่กับการทำงานของก้าน ตัวก้านแบบ rising จะถูกยึดกับลิ้น และยกขึ้น-ลงพร้อมกันขณะที่วาล์วกำลังทำงาน ซึ่งเป็นการบ่งชี้ตำแหน่งของวาล์ว หัวขับที่ทำหน้าที่เสมือนแป้นเกลียวจะหมุนวนรอบก้านเกลียวเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อน ตัวก้านแบบ non-rising จะถูกยึดติดและถูกหมุนพร้อมกับหัวขับภายในส่วนของประตู ซึ่งอาจจะมีจุดชี้เกลียวที่ด้านบนสุดของก้านเพื่อบ่งชี้ตำแหน่งของวาล์ว เนื่องจากการเคลื่อนที่ของประตูจะถูกปิดอยู่ภายในวาล์ว ตัวก้านแบบ non-rising นี้จะถูกใช้สำหรับใต้ดินหรือที่ซึ่งมีช่องว่างแนวตั้งแบบจำกัด

ประตูน้ำเหล็กหล่อ อาจจะมีหน้าแปลน (flange) ที่ส่วนปลาย ซึ่งถูกเจาะตามมาตรฐานมิติหน้าแปลนที่เข้ากันได้กับท่อ โดยทั่วไป ประตูน้ำเหล็กหล่อ จะทำจากเหล็กหล่อ (cast iron) เหล็กเหนียว (ductile iron) เหล็กกล้าคาร์บอน (cast carbon steel) โลหะผสมทองแดงหรือดีบุกหรือสังกะสี (gunmetal) เหล็กกล้าไร้สนิมหรือสแตนเลสสตีล (stainless steel) เหล็กกล้าผสม (alloy steel) และเหล็ก forged หรือเหล็กคาร์บอนต่ำ (forged steel)

จะเลือกแผนประกันเดินทางอย่างไรให้คุ้มค่า

เมื่อเดินทางไม่ว่าจะไปเที่ยวหรือไปทำงาน หรือจุดประสงค์อื่น ๆ ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ ก็คือ ประกันเดินทาง เพราะแม้จะวางแผนการเดินทางดีอย่างไร ก็อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เสมอ ไม่ว่าจะกับตัวคุณเอง หรือทรัพย์สิน เช่น การโจรกรรม ของสูญหาย อุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วย สิ่งที่จะช่วยให้คุณอุ่นใจกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ ก็คือประกันเดินทางนั่นเอง ซึ่งแผนประกันก็ค่อนข้างมีอยู่หลายแบบ

  1. จุดประสงค์ในการเดินทาง : ไลฟ์สไตล์ กิจกรรม ต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ ดูก่อนเลยว่า ในการเดินทางครั้งนี้ คุณตั้งใจจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำงาน ไปเที่ยวชิล ๆ หรือ ไปเที่ยวลุย ๆ ก็ให้พิจารณาประกันเดินทางที่ครอบคลุมกิจกรรมของคุณ หรือเน้นการคุ้มครองไปที่กิจกรรมของคุณ เช่น กรณีถ้าคุณไปทำงาน และมีทรัพย์สินมูลค่าสูงติดตัวไปด้วย ก็ควรมองหาความคุ้มครองให้กับสัมภาระ หรือ ทรัพย์สินนั้น ๆ หรือการเรียกร้องกรณีเกิดยกเลิกเที่ยวบินหรือดีเลย์มาก จนงานเกิดความเสียหาย หรือหากคุณเป็นสายลุย ชอบผจญภัย ขึ้นเขาลงห้วย ก็ควรมองหาประกันที่เน้นความคุ้มครอง ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล หรือหากคุณวางแผนเช่ารถขับเที่ยวในต่างประเทศ ก็ควรมองหาความคุ้มครองกรณีหากขับรถชนบุคคลอื่น เป็นต้นค่ะ ทั้งนี้ คุณควรตรวจสอบให้มั่นใจว่า กิจกรรมที่คุณวางแผนไว้ ไม่อยู่ในข้อยกเว้นที่ไม่คุ้มครองด้วย
  2. รูปแบบการเดินทาง : ความถี่ และ ระยะเวลาในการเดินทาง หากคุณเดินทางบ่อยมาก ๆ เช่น ต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นประจำ แนะนำให้ซื้อประกันเดินทางแบบรายปีไปเลย เพราะนอกจากไม่ต้องเสียเวลาซื้อประกันบ่อย ๆ แล้ว ก็ยังประหยัดคุ้มค่ากว่า หรือกรณีที่คุณเดินทางไปอยู่เป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ไปเรียนคอร์สภาษาระยะสั้น 2-3 เดือน เบี้ยอาจถูกกว่าเพียงหลักร้อย ก็ควรซื้อรายปีก็จะคุ้มค่ากว่า เผื่อกรณีที่เดินทางไปอีก ในระยะเวลา 1 ปี ก็จะได้ไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่หากกรณีที่เดินทางไปมากกว่า 3 เดือน ก็อาจต้องเลือกเป็นรายครั้งไป เพราะประกันเดินทางแบบรายปี ส่วนมากจะจำกัดให้อยู่ต่างประเทศได้ไม่เกิน 90 วัน หรือ 120 วัน ต่อการเดินทาง 1 ครั้ง
  3. ความคุ้มครอง : ครอบคลุมความคุ้มครองใดบ้าง ก่อนเลือกประกันเดินทางใด ควรตรวจสอบความคุ้มครองตามมาตรฐานที่ประกันเดินทางพึงมี ซึ่งควรครอบคลุมความคุ้มครองดังนี้
  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต
  • ค่าเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน ทั้งกรณีเคลื่อนย้ายผู้ป่วยรวมถึงการส่งศพกลับประเทศด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะสูงมากในต่างประเทศ
  • ค่าชดเชยกรณีสัมภาระและทรัพย์สินสูญหาย
  • ค่าชดเชยกรณีเที่ยวบินถูกยกเลิก หรือล่าช้า ทั้งนี้คุณอาจค้นหาความคุ้มครองพิเศษเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการของคุณได้
  1. แผนเดินทาง : ไปประเทศไหนบ้าง ประเทศที่เราเดินทางไปนั้น ก็เป็นตัวแปรที่ทำให้เบี้ยประกันของเราถูกหรือแพงขึ้นด้วย เช่น หากเดินทางไปประเทศกลุ่มเชงเก้นในโซนยุโรปนั้น ก็จะต้องทำวีซ่าเชงเก้น ที่กำหนดไว้ว่า กรมธรรม์ประกันการเดินทาง จะต้องครอบคลุมวันที่อยู่ในประเทศกลุ่มเชงเก้น และต้องมีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลอย่างน้อย 30,000 ยูโรหรือเทียบเท่า 1,500,000 บาท หรือกรณีถ้าเราต้องเดินทางไป 2-3 ประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน ก็สามารถเลือกแผนคุ้มครองโซนเอเชียได้ แต่ถ้าไป 2 ประเทศ ต่างทวีป ก็ต้องเลือกเป็นคุ้มครองทั่วโลก ทั้งนี้ต้องศึกษารายละเอียดเงื่อนไขของประเทศที่จะไปให้ดีก่อนเลือกประกันเดินทางด้วย
  2. บริษัทประกันภัย : มีชื่อเสียง ไว้วางใจได้ เคลมง่ายเคลมไวเป็นที่แน่นอนเลยว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินใด ๆ คุณย่อมต้องการคำปรึกษา หรือความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัย ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือได้ 24 ชั่วโมงทั่วโลก และมีความรวดเร็ว ทำให้เราอุ่นใจได้ ดังนั้น นอกจากการเลือกแผนประกันเดินทางที่เหมาะสมกับการเดินทางของคุณแล้ว การพิจารณาบริษัทประกันภัยที่มีชื่อเสียง ไว้ใจได้ คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลย
  3. งบประมาณ : งบในใจของคุณ จริง ๆ แล้ว งบประมาณ หรืองบในใจของคุณ ก็จะมีความสัมพันธ์กับทุกข้อที่กล่าวมาแล้ว เช่น เมื่อคุณทราบว่า กิจกรรมในการเดินทางของคุณ ไม่มีอะไรมาก สุขภาพของคุณก็ดูดี และเดินทางไปสั้น ๆ แค่ 2-3 วัน คุณก็สามารถเลือกประกันที่ไม่จำเป็นต้องมีราคาสูงนัก แต่ในกรณีที่คุณเป็นสายลุย หรือหอบหิ้ว ทรัพย์สินที่มีค่า ไม่ว่าจะใช้ในการทำงานหรือเป็นของฝาก ก็ควรยอมเพิ่มเงินประกันให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือความเสี่ยงของคุณนั่นเอง เพราะเมื่อเกิดเหตุใด ๆ คุณจะรู้เลยว่า ยอมเสียเงินประกันที่มากกว่าอีกหน่อย แต่ได้รับความคุ้มครองอย่างคุ้มค่าจริง ๆ

สปอร์ตไลท์ มีความแตกต่างกับฟลัดไลท์led อย่างไร

การเลือกซื้อ สปอร์ตไลท์ อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเราไปสักนิด โดยเฉพาะกับคุณผู้หญิงด้วยแล้วน้อยคนที่จะสนใจหรือมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสปอร์ตไลท์แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะหันมาสนใจศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเผื่อในอนาคตเราอาจจะหยิบยกเอาความรู้เหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้

เมื่อเราพูดถึงเรื่องการเลือกซื้อฟลัดไลท์หรือเลือกใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องป้ายสำหรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นการประดับตกแต่งสถานที่หรือเพื่อให้แสงสว่างภายในบ้านและนอกบ้านแล้วนั้น คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแสงสว่างเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งแสงสว่างไม่เพียงแต่ทำให้มองเห็นภายในบ้านได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถช่วยลดอันตรายจากภายนอกบ้านที่เกิดจากขโมยได้ โดยการติดไฟส่องโรงจอดรถหรือบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน

นอกจากนี้แสงสว่างยังเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มสีสันหรือความโดดเด่นให้กับวัตถุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือสิ่งของ หรือแม้กระทั่งตัวบุคคลเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามยังมีคนจำนวนมากที่ยังคงสับสนเกี่ยวกับการเลือกใช้ระหว่างสปอร์ตไลท์ led กับฟลัดไลท์ led เพื่อให้ตรงกับความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ประเด็นที่เกี่ยวกับความแตกต่างของการทำงานของโคมไฟทั้งสองชนิด ก็จะช่วยให้เราเกิดความเข้ามากใจมากยิ่งขึ้น

หลักการทำงานคร่าว ๆ ของสปอร์ตไลท์ led รวมไปถึงความแตกต่างระหว่างสปอร์ตไลท์ led และฟลัดไลท์ led เพื่อคลายข้อสงสัยและช่วยให้เรามีทางเลือกที่ดีขึ้นในการเลือกใช้งานให้เหมาะสมและถูกประเภทกับการใช้งานของสปอร์ตไลท์ledและฟลัดไลท์

สปอร์ตไลท์ led คืออะไร
แม้ว่าเราจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของสปอร์ตไลท์led แต่ถ้าเราสังเกตคำว่า spot ซึ่งแปลว่าจุด ซึ่งก็หมายถึง การส่องแสงไปที่จุดใดจุดหนึ่งหรือจุดเดียวและอย่างน้อยๆเราก็คงเคยเห็นรูปร่างหน้าตาตัวของสปอร์ตไลท์ledกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตามนิทรรศการต่างๆหรือคอนเสิร์ต ซึ่งในสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ที่ต้องการใช้โคมไฟหรือสปอร์ตไลท์ เป็นจำนวนมากและต้องการเน้นรายละเอียดต่างๆให้ดูโดดเด่นซึ่งแสงสปอร์ตไลท์ledก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการช่วยเน้นให้สิ่งเหล่านั้นดูโดดเด่นขึ้นมาหรือแม้แต่ภายในโรงละครเอง แสงไฟจากสปอร์ตไลท์ก็เป็นตัวช่วยให้ตัวละครมีความโดดเด่นขึ้นมาได้ ทั้งนี้เรายังไม่พูดถึงรายละเอียดต่างๆทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกลงไปที่เกี่ยวกับการเกิดแสงหรือลักษณะของลำแสงแต่เราจะพูดถึงหลักการคร่าวๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเบื้องต้นเท่านั้น

เราจะใช้สปอร์ตไลท์led ได้ที่ไหนบ้าง
โดยส่วนมากเราจะไม่ค่อยเห็นคนใช้ สปอร์ตไลท์ ภายในครัวเรือนมากนัก แต่ก็อาจจะมีบ้างในบางกรณีที่ต้องการใช้หรือมีความจำเป็นจริง ๆ หลัก ๆ แล้ว สปอร์ตไลท์ มักจะถูกเลือกให้เป็นไฟที่ใช้ในการจัดแสดงบนเวที ในโรงละคร โอเปร่าเฮาท์ห้องแสดงคอนเสิร์ต การแสดงบัลเลย์ นิทรรศการหรือในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสถานที่ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ล้วนแต่เป็นสถานที่ต้องจัดแสดงสิ่งของหรือเป็นการแสดงที่ต้องการใช้แสงไฟช่วย เราจึงเลือกที่จะใช้สปอร์ตไลท์led 50wเข้ามาช่วยในการแสดงหรือจัดแสดงผลงงานต่าง ๆ เพื่อทำวัตถุนั้นหรือการแสดงนั้นให้ดูโดดเด่นขึ้นมา

ความแตกต่างระหว่างสปอร์ตไลท์ led และฟลัดไลท์led

สปอร์ตไลท์ led ทุก ๆ ตัวจะมีความกว้างของลำแสงไม่เกิน 45 องศา เป็นโคมไฟที่ให้แสงแคบไปที่จุดๆ เดียวแต่ฟลัดไลท์จะมีความกว้างของลำแสงได้ถึง 120 องศา ให้ความสว่างสูงและกระจายแสงได้เป็นบริเวณกว้างซึ่งหมายความว่าขนาดลำแสงของฟลัดไลท์ ledจะมีความกว้างมากกว่า สปอร์ตไลท์ led สปอร์ตไลท์ led เหมาะสำหรับการใช้เน้นวัตถุหนึ่งให้ดูโดดเด่นขึ้นมา เช่น การจัดงานนิทรรศการ หรือในพิพิธภัณฑ์

ฟลัดไลท์ led เหมาะสำหรับการให้แสงในบริเวณพื้นที่กว้างเช่น สนามหญ้าหากเราต้องการเลือกซื้อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน สปอร์ตไลท์ จะใช้ได้ดีกับกับวัตถุชนิดเดียวแต่ฟลัดไลท์ led จะทำงานได้ดีในพื้นที่ขนาดใหญ่ ทั้งสองอย่างนี้ใช้พลังงานเท่ากันและให้แสงสว่างได้ใกล้เคียงกัน

กลยุทธ์จัดการร้านเช่าชุดราตรีให้เป็นร้านยอดนิยม

สังเกตได้เลยว่าในปัจจุบันนี้ ธุรกิจร้านเช่าชุดราตรีมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคตต่อไป เพราะธุรกิจเช่านี้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคนี้ได้เป็นอย่างเป็นดีที่ไม่จำเป็นต้องครอบครองเป็นเจ้าของก็สามารถมีชุดสวย ๆ ในหลากหลายสไตล์ใส่เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ได้ในทุกโอกาส จนทำให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างธุรกิจร้านเช่าชุดไปโดยปริยายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจร้านเช่าที่ทำการตลาดเหมือนกัน เช่น ธุรกิจร้านเช่าชุดแต่งงาน ธุรกิจร้านเช่าชุดราตรี ธุรกิจร้านเช่าชุดแบรนด์เนม เป็นต้น

จะดีกว่าไหม ? ถ้าหากธุรกิจร้านเช่าชุดของคุณ มีกลยุทธ์สุดปังที่จะนำพาธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จเหนือว่าคู่แข่งในสนามเดียวกัน จะดีกว่าไหม ? ถ้าหากธุรกิจร้านเช่าชุดของคุณสามารถได้รับความนิยมได้อยากไม่ยากเย็น เพื่อลดความเสี่ยงในการแข่งขันให้น้อยลง

วันนี้เราจึงมี “4 กลยุทธ์จัดการร้านเช่าชุดให้เป็นร้านยอดนิยม” มาเพื่อเป็นข้อแนะนำว่าควรให้ร้านของคุณมีจุดแข็งที่ตรงไหน ต้องเน้นให้ความสำคัญกับอะไร อันจะทำให้ธุรกิจร้านเช่าชุดของคุณประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย

1. เน้นคุณภาพของชุดให้ยืนหนึ่ง

แค่มีชุดสุดปังมาสต็อกไว้ในธุรกิจร้านเช่าของคุณ ก็สามารถเรียกความนิยมจากลูกค้าได้ไม่ยาก โดยนิยามของคำว่า “ชุดสุดปัง” นั้น จะหมายถึง ปังทั้งความสวย ปังทั้งคุณภาพ ปังทั้งคัตติ้ง รวม ๆ แล้วชุดแต่ละชุดจะต้องเนี้ยบที่สุดเท่าที่จะเนี้ยบได้ เพราะธุรกิจร้านเช่าชุดนั้นจำเป็นต้องมีการหมุนเวียนชุดไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกค้าแต่ละคนเช่าไปในแต่ละวัน ถ้าหากว่าชุดไม่ได้คุณภาพ ก็เกรงว่าซักไม่กี่ครั้งก็ต้องหด ต้องย้วย ต้องพังพินาศ จนทำให้นำมาให้ลูกค้าเช่าต่อไม่ได้ ส่งผลให้กำไรหด ชุดหายไปจากสต็อก เพราะฉะนั้นการเลือกชุดที่จัดเต็มไปด้วยคุณภาพไว้ก่อนจึงจะดีที่สุด ลูกค้าจะประทับใจในชุดของร้านคุณ จนเกิดการบอกแบบปากต่อปาก ทำให้มีคนอยากมาเช่าชุดของร้านคุณอีก สร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเลย

2. มีจุดแข็งอยู่ที่ความสะดวก รวดเร็ว

ยุคนี้ทำอะไรก็ต้องเร็ว ต้องไว และต้องสะดวกที่สุด ร้านเช่าชุดที่ดีควรจะต้องจัดการอะไรต่าง ๆ ภายในร้านได้อย่างมืออาชีพที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่างเช่น ส่งชุดตรงเวลา ให้คำแนะนำลูกค้าให้อย่างรวดเร็ว แก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างฉับไว หรือในกรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกที่จะมาที่หน้าร้าน การมีเว็บไซต์ออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าเลือกเช่าชุดจากที่ไหนก็ได้ เช่าได้ทุกที่ ทุกเวลา ก็จัดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างมาก โดยเว็บไซต์เช่าชุดออนไลน์ที่ดีจะต้องใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยาก จัดหมวดหมู่ชุดให้ค้นหาได้ง่าย มีรายละเอียดของชุดครบถ้วนสมบูรณ์ อธิบายถึงขั้นตอนการรับ-คืนชุดได้อย่างเข้าใจ และดำเนินการชำระเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

3. ทำการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายอย่างเหมาะสม

โปรโมชั่น หรือการทำการตลาดลด แลก แจก แถม เพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้าโดยที่ร้านไม่เสียกำไร คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าได้อย่างดีงาม ช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น รักษาฐานลูกค้าเก่าไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น โปรโมชั่นส่งฟรี โปรโมชั่นเช่า 2 ชุด ฟรี 1 ชุด โปรโมชั่นขยายเวลาเช่า เป็นต้น ขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของร้านเช่าชุดของคุณ

4. มีระบบในการจัดการร้านเช่าชุดที่ดี

การมีระบบในการจัดการร้านเช่าชุดที่ดีจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานให้น้อยลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับร้านเช่าชุดของคุณให้กลายเป็นร้านเช่าชุดที่มีระบบการจัดการที่ดีแบบฉบับมืออาชีพ โดยมีทั้งระบบการจัดการหน้าร้านแบบออนไลน์ และในส่วนของเว็บไซต์ที่เป็นร้านค้าออนไลน์เพื่อการเช่าชุดครบวงจร พร้อมให้คุณจัดการทุกเรื่องในร้านเช่าชุดได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถควบคุมการดำเนินการของร้านได้ทุกที่ทุกเวลา เรื่องสต็อกไม่มีพลาด เรื่องออกใบจองให้ลูกค้าคือเป๊ะปัง เรื่องบัญชีไม่มีหลุด สามารถจัดการทุกอย่างได้เพียงระบบเดียว ระบบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพียงเท่านี้ร้านเช่าชุดของคุณก็สามารถประสบความสำเร็จได้รวดเร็วกว่าที่คิดแล้ว

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะทำให้ร้านเช่าชุดของคุณกลายเป็นร้านยอดนิยม ทำให้ลูกค้าประทับใจและเกิดการบอกต่อ เพิ่มฐานลูกค้าใหม่ รักษาฐานลูกเก่าเอาไว้อย่างได้ผล

สามารถดูชุดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beiamdress.com/

เตรียมตัวก่อนรีโนเวทบ้านชั้นเดียว ต้องทำอะไรบ้าง

เตรียมตัวก่อนรีโนเวทบ้านชั้นเดียว ต้องทำอะไรบ้าง เมือรู้เรื่อง รีโนเวทบ้าน แล้ว มาถึงขั้นตอนการเตรียมตัว สำหรับการรีโนเวทบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการรีโนเวทบ้านชั้นเดียวหรือกี่ชั้นก็ตาม ก็มีสิ่งที่ต้องเตรียมตัวคล้าย ๆ กัน และถ้าหากคุณอยากจะรีโนเวทบ้านให้ได้บ้านใหม่ที่มั่นคงแข็งแรง งบประมาณไม่บานปลาย ควรตรวจสอบทุกสิ่งเหล่านี้ให้ดี

1. ตรวจสอบกฎหมายให้ถี่ถ้วนก่อน
ข้อสำคัญที่ควรรู้เรื่องรีโนเวทบ้าน และเป็นข้อที่หลายคนที่จะคิดจะรีโนเวทบ้านมักมองข้ามไป คือการกลับมาทบทวนกฎหมายให้ดีก่อน เนื่องจากการต่อเติมหรือรีโนเวทก็นับเป็นการดัดแปลงอาคาร ดังนั้นควรตรวจสอบก่อนว่าบ้านของเราเข้าเงื่อนไขของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง อะไรที่ห้ามทำเด็ดขาด
โดยหากพิจารณาถึงเงื่อนไขแล้วพบว่า แผนการรีโนเวทของเราเข้าข่ายข้อห้าม ควรปรึกษากับเจ้าหน้าที่โยธาจังหวัดหรือเทศบาลที่สังกัดอยู่ก่อนทำการรีโนเวทบ้าน

2. ถามตัวเองให้ชัดว่าต้องการรีโนเวทเพื่ออะไร
หลายคนมักมีความเข้าใจผิดว่า การรีโนเวทบ้านชั้นเดียวนั้น ใช้งบประมาณน้อยกว่าการซื้อบ้านใหม่ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากการรีโนเวทที่ไม่มีการวางแผนและตั้งโจทย์ให้ชัด มักตามมาด้วยปัญหางบประมาณบานปลาย
ดังนั้นก่อนเริ่มวางแผนการรีโนเวท ควรทบทวนตัวเองอีกครั้งว่า เราต้องการรีโนเวทเพื่ออะไร? เพื่อปรับปรุงโครงสร้างบ้าน เพื่อปรับพื้นที่ใช้สอยใหม่ หรือเพื่อบ้านใหม่ในฝัน ซึ่งการตั้งโจทย์ให้ชัด จะทำให้เราสามารถคาดการณ์งบประมาณของการรีโนเวทเบื้องต้นได้

3. ตรวจสอบสภาพบ้านและโครงสร้างปัจจุบัน
หลังจากตอบโจทย์ตัวเองจนแน่ชัดแล้ว ก็มาเริ่มเดินสำรวจสภาพบ้านของเราในปัจจุบันกันก่อน ว่ามีสภาพชำรุดตรงส่วนไหน โครงสร้างหลักของบ้านมีสภาพเป็นอย่างไร และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญควบคู่กันไปด้วย
เนื่องจากอาคารเก่ามักจะมีปัญหาของระบบโครงสร้างที่ซ่อนไว้ ไม่ว่าจะเป็น เหล็กเส้นในเกิดสนิม เสาคานปริแตก หรือ ผนังรับน้ำหนักร้าว เป็นต้น ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ควรได้รับการปรับปรุงให้แข็งแรงเป็นอันดับแรก

4. ตรวจสอบงานระบบ
หากร่างกายมีเส้นเลือดไว้คอยสูบฉีด บ้านก็มีงานระบบไว้คอยหล่อเลี้ยงเช่นกัน โดยงานระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และระบบอื่น ๆ คือสิ่งสำคัญที่ห้ามละเลยในการตรวจสอบอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอาคารเก่าที่มีอายุมากกว่า 10 ปี มักจะมาพร้อมกับระบบที่มีความทรุดโทรม
ดังนั้นจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์สายไฟและท่อน้ำว่าสภาพเป็นอย่างไร และหากอาคารมีอายุเก่าเกินกว่า 15 ปี การเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด อาจจะคุ้มค่ากว่าการต้องทุบเพื่อซ่อมแซมทีละจุด

5. สรุปสิ่งที่ต้องปรับปรุงและวางแผนการรีโนเวท
เมื่อตรวจสอบวัสดุ โครงสร้าง และอุปกรณ์ทุกอย่างภายในบ้านเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เริ่มเข้าโหมดการเดินทางสู่บ้านในฝันได้ โดยควรสรุปสิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุง สิ่งที่ต้องทำเพิ่ม และสิ่งที่ต้องรื้อถอนให้ชัดเจน เช่น หากอยากจะทุบผนังเพื่อปรับพื้นที่ใช้สอย ก็ควรเช็กดูให้ดีว่าต้องปรับปรุงซ่อมแซมอะไรบ้าง ซึ่งสำหรับงานรื้อและปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อความปลอดภัยในการอยู่อาศัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

6. ควรเตรียมงบประมาณเผื่อไว้ 10-30%
รู้เรื่องรีโนเวทบ้านต้องรู้งบประมาณ การรีโนเวทนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คาดคิดมากมาย แม้จะมั่นใจว่าเราได้ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่ก็มักจะเจอปัญหาที่ถูกซ่อนเร้นไว้ ซึ่งลามมาถึงงบประมาณที่กำหนด เพราะฉะนั้นควรเผื่องบประมาณสำหรับปัญหาที่ยังไม่พบประมาณ 10-30% เพื่อป้องกันความล่าช้า ซึ่งจะทำให้งบประมาณบานปลายกว่าเดิม

ประกันอัคคีภัยบ้านว่าคุ้มครองอะไรบ้าง และมีวิธีคำนวณเบี้ยอย่างไรบ้าง

ไฟไหม้บ้านคือปัญหาใหญ่ที่คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะมันสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ยิ่งช่วงหน้าร้อนใกล้เข้ามา มักมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดไฟไหม้บ้านขึ้นได้จากหลายๆสาเหตุ “ทำประกันอัคคีภัยบ้าน” เป็นอีกวิธีการที่จะช่วยบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหายแก่เจ้าของบ้าน ซึ่งหากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น ก็จะโอนความเสี่ยงไปยังบริษัทประกัน เจ้าของบ้านไม่ต้องมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ และยังมีทุนเอาไว้ซ่อมแซมบ้านอีกด้วย

สำหรับวันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกประกันอัคคีภัยบ้านว่าคุ้มครองอะไรบ้าง และมีวิธีคำนวณเบี้ยอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถเลือกแผนประกันภัยให้ได้ความคุ้มค่าและเหมาะสมกับบ้านของเรามากที่สุด…ไปดูกันเลยค่ะ

ประกันอัคคีภัยบ้านคืออะไร ทำไมต้องซื้อ?

ทำไมเวลายื่นกู้ซื้อบ้าน นอกจากจะมีรายการค่าใช้จ่ายต่างๆหลายรายการแล้ว ทำไมธนาคารยังต้องบังคับให้ซื้อประกันอัคคีภัยพ่วงไปด้วย มันสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ? และถ้าไม่ซื้อล่ะ ได้หรือไม่?

คำตอบคือ…ถ้าคุณเป็นคนที่ยื่นกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกับทางธนาคาร ดังนั้น “ต้องซื้อ” ค่ะ เพราะประกันอัคคีภัย เป็นประกันภาคบังคับตามระเบียบผู้ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องมีเพื่อรองรับความเสี่ยงแก่บรรดาสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้สินเชื่อบ้านให้แก่เรา จริงอยู่ที่เหตุเพลิงไหม้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมารับประกันว่ามันจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นธนาคารที่ปล่อยกู้จะได้มีหลักประกันในสินทรัพย์นั่นเองค่ะ

ส่วนทางฝั่งของเจ้าของบ้านเอง แม้จะต้องจ่าย…แต่ถ้าทำไว้เราก็มองว่าเป็นเรื่องดี เพราะสามารถรองรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างมาก ครอบคลุมมูลค่าบ้านได้สูงถึง 100% เลยทีเดียว และยังคุ้มครองความเสียหายจากเหตุภัยพิบัติอื่นๆด้วย ซึ่งเบี้ยประกันไม่สูงมาก ทำไว้ก็ไม่เสียหายอะไรค่ะ

“กู้เงินธนาคารซื้อบ้าน ตามกฏหมายแล้วต้องทำประกันอัคคีภัยเสมอ ไปจนกว่าจะผ่อนบ้านหมดตามสัญญา”

ตามกฎหมายแล้วผู้กู้ซื้อบ้านจะต้องทำประกันอัคคีภัยตลอดอายุสัญญาผ่อนบ้าน ซึ่งระยะเวลาประกันอัคคีภัยส่วนใหญ่จะมีทั้งคราวละ 2-3 ปี หรือบางแผนก็ครอบคลุม 5 ปีขึ้นไปก็มี และต้องมีการต่อประกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะผ่อนบ้านหมด หลังจากนั้นจะทำประกันต่อหรือไม่นั้นก็แล้วแต่จะเลือก จะไม่มีการบังคับอีกต่อไป

ขยายความสักนิด เมื่อระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์เดิมหมดอายุ แต่เรายังผ่อนบ้านไม่หมด ถึงยอดหนี้จะลดลง อย่างไรก็ตามเรายังคงต้องต่อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับใหม่ต่อไปจนกว่าจะผ่อนบ้านหมด โดยยังอิงตามมูลค่าของบ้าน ทั้งนี้เราอาจเปลี่ยนเป็นแผนที่ปรับลดเบี้ยประกันลดลงก็ได้ หรือในกรณีที่เราอยากเพิ่มเบี้ยประกันให้ครอบคลุมทรัพย์สินภายในบ้านด้วยก็ย่อมทำได้เช่นกันค่ะ ทางที่ดีเบี้ยประกันควรจะสัมพันธ์ไปกับมูลค่าของบ้านและทรัพย์สินเสมอ

“ซื้อบ้านด้วยเงินสด หรือสร้างบ้านเอง ไม่ได้กู้เงินธนาคาร กฏหมายไม่ได้บังคับให้ต้องทำประกันอัคคีภัย”

อีกกรณีที่น่าสนใจของคนที่ซื้อบ้านด้วยเงินสด รวมถึงคนที่สร้างบ้านเองไม่ได้กู้เงินธนาคาร กฏหมายไม่ได้บังคับให้ต้องซื้อประกันอัคคีภัย เนื่องจากไม่ต้องมีหลักประกันให้กับธนาคารใดๆ แต่ถึงจะไม่มีข้อบังคับ ในมุมมองของเราก็มองว่าการทำประกันอัคคีภัยไว้ก็เป็นเรื่องที่ดีนะคะ ช่วยรองรับความเสี่ยงในอนาคต เพราะเวลาไฟไหม้บ้านที มูลค่าความเสียหายน่าจะเยอะอยู่แล้ว เสียเงินซื้อประกันหลักพันยังดีกว่าต้องเสียเงินหลักแสนหรือหลักล้านเพื่อมาตามซ่อมบ้านภายหลัง

ยืดวอลลุ่มคงความพลิ้วสวยอย่างเป็นธรรมชาติของเส้นผม

การยืดผมแบบวอลลุ่ม ช่วยแก้ปัญหาการยืดผมที่ลีบแบนหลังผ่านการทำเคมี ซึ่งหลายคนคงจะเคยเจอปัญหาเวลาที่ไปยืดผมมา แล้วช่วง 2-3 วัน หรืออาทิตย์แรก ผมของเราจะดูลีบแบน ติดหนังศีรษะ สำหรับคนผมสั้นหน่อย ก็อาจทำให้ผมดูแข็ง ชี้ไม่เป็นทรง กว่าจะเข้าที่เข้าทางให้ผมดูตรงสวยก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวัน แต่ปัจจุบันนี้มีเทคนิคในการยืดผมที่เข้ามาช่วยทำให้ชีวิตของสาวๆ ที่อยากมีผมตรงง่ายขึ้น นั่นก็คือ ยืดวอลลุ่ม นั่นเอง

การยืดผมแบบเดิมนั้น จะเน้นที่การทำให้เส้นผมตรงมากที่สุด ซึ่งข้อเสียก็คือ ทำให้เส้นผมลีบแบนหลังการยืด ดูแล้วไม่สวยพลิ้วเป็นธรรมชาติ แต่การยืดผมแบบวอลลุ่มนั้น เป็นเทคนิคที่มาช่วยแก้ปัญหาผมลีบแบบดังกล่าว โดยใช้การยืดแบบยกโคนผม เพื่อทำให้ผมของเรานั้นดูพองหนา มีวอลลุ่มมากขึ้น และมักจะม้วนปลายผมแบบ C-curve เพื่อให้ปลายผมดูงุ้มเข้าสวยงาม ยืดวอลลุ่มเหมาะมากกับคนที่มีผมเส้นเล็ก หยิก หยักศก เพราะจะช่วยให้เส้นผมของเราดูมีมิติมากขึ้น และช่วยเพิ่มวอลลุ่มบริเวณโคนผมด้านบนศีรษะทำให้ผมของเราดูหนาขึ้น  ซึ่งช่างอาจจะมีเทคนิคในการยืดผมที่แตกต่างกันไป ซึ่งเทคนิคการยืดผมแบบนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนอยากยืดผมให้ตรง แต่ยังความพลิ้วสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ยืดผมวอลลุ่ม นอกจากจะทำให้ผมของเรานั้นตรงสวยและพองหนาแล้ว ยังช่วยให้เราจัดแต่งทรงผมได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะวอลลุ่มสวยๆ จะทำให้ผมของเราดูหนานุ่มตลอดเวลา ไม่ลีบแบนระหว่างวัน และมีความพลิ้วไหวอย่างเป็นธรรมชาติ เรียกได้ว่าเพียงจัดแต่งทรงเพิ่มอีกนิดหน่อย ก็ได้ทรงผมสวยๆ เรียบร้อยแล้ว

ยืดวอลลุ่ม แบบปลายลอน ยืดผมวอลลุ่ม แบบปลายลอน คือการยืดที่โคนผม และดัดช่วงปลายผมให้เกิดลอนที่สลวยขึ้นมา โดยเราสามารถเลือก หรือระบุได้ว่าต้องการลอนแบบไหน จะลอนแน่นๆ เด้งๆ หรือจะเลือกลอนคลายๆ แบบธรรมชาติ ก็ได้ ซึ่งการยืดผมวอลลุ่มแบบนี้เหมาะกับคนที่มีผมหยักศก แต่ไม่ถึงกับหยิกมาก

ยืดวอลลุ่ม ลอนคลายช่วงปลายผม ยืดผมวอลลุ่ม ที่ยืดผมด้านบนให้ตรง แต่ช่วงปลายจะเป็นลอนคลายสวยๆ จะช่วยให้ผมที่เส้นเล็ก ลีบแบน กลับดูหนา และดูมีเนื้อผมเยอะขึ้น อีกทั้งยังดูสวยเป็นธรรมชาติมากกว่าผมตรงธรรมดาๆ สำหรับใครที่เจอปัญหายืดผมมาแล้ว แต่ผมดูตรงทื่อมากเกินไป ลองเปลี่ยนมายืดวอลลุ่มดูสักครั้ง แล้วจะติดใจแน่นอน

ยืดวอลลุ่มปลายงุ้มตัว C ยืดผมวอลลุ่ม ที่ให้ปลายงุ้มเป็น C Curl แบบนี้ จะยืดโคนผมให้ตรง ส่วนช่วงปลายผมจะเอาเข้าเครื่องดัดดิจิตอล เพื่อทำให้ปลายงุ้มเข้าหาใบหน้า ให้มีลักษณะโค้งคล้ายตัว C ซึ่งผมปลายงุ้มแบบนี้นอกจะให้ผมตรงดูเป็นธรรมชาติแล้ว ยังช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวย

ดัดวอลลุ่มปลาย แต่สำหรับใครที่มีผมตรงอยู่แล้ว แต่อยากมีผมสวยๆ แบบผมยืดวอลลุ่มบ้าง ก็ให้เลือกดัดวอลลุ่มเฉพาะปลายผมแทน โดยไม่ต้องยืดโคนผม แต่จะดัดปลายผมให้งุ้มเป็นตัว C หรือเป็นลอน ก็ขึ้นอยู่กับความชอบ  และแน่นอนว่าราคาก็ย่อมถูกกว่าการยืดผมทั้งหัว เพราะทำแค่ดัดปลายผมเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น